มาย เกลอ: ดุ๊ก

posted on 15 Feb 2010 16:16 by kittchah

“เจาะลิ้นแล้ว กินข้าวยังไง?”
“กินทางปาก”

ตามความหมาย ต่อให้ไม่ตั้งใจยี่ยวนกวนบาทา แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน ความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่บทสนทนาจะก่อให้เกิดความไม่พอใจ นับประสา, เมื่อผู้ถามและผู้ตอบต่างอยู่ในวัยที่เลือดลมพร้อมจะเดือดปุดอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้ว เช่นนั้น ภายหลังที่สิ้นเสียงของทั้งสองฝ่าย ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้นตามมามากมาย…

ดุ๊ก เป็นนักเรียนใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเข้ามัธยมฯ ปลายในโรงเรียนแถบชานเมือง ด้วยความที่มาจากโรงเรียนเอกชนมีชื่อ อีกทั้งหน้าตา รวมถึงการแต่งตัวที่ค่อนไปทางภูมิฐาน ดุ๊กเลยถูกหมายตาเป็นพิเศษจากบรรดานักเรียนหญิงในโรงเรียน และเหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้นักเรียนชายหลายคนเริ่มไม่ถูกชะตากับเขา 

ผมอาจจะรวมอยู่ในกลุ่มนั้น แต่เพราะเป็นคนไม่ค่อยสนใจใคร ต่อให้ไม่ชอบหน้าดุ๊กมากขนาดไหน ผมก็ไม่เคยเข้าไปยุ่งวุ่นวายอะไร ถึงแม้เราจะเรียนอยู่ในห้องเดียวกันก็ตาม ตรงกันข้ามกลับเหล่าหัวโจกในโรงเรียน ที่นอกจากทยอยมาหาเรื่องแซวดุ๊กอยู่เนื่องๆ ยังพยายามหาข้ออ้างในการชวนเขาทะเลาะวิวาทอีกต่างหาก

ความอดทนของคนเราล้วนต่างมีขีดจำกัด ถูกหาเรื่อง ครั้ง-สองครั้ง ดุ๊กคงทนไว้ แต่เมื่อเกิดบทสนทนาเจ้าปัญหาขึ้นมา คงไม่มีใครตอบได้ว่าเป็นความตั้งใจยี่ยวนของดุ๊กหรือไม่? ถึงอย่างไร แค่นั้นก็มากพอให้เหล่านักเรียนเกเรพาพวกมาดักรอเขาที่หน้าโรงเรียน 

ครั้น, หาเรื่องชวนตีได้หนึ่งครั้ง ครั้งที่สอง ครั้งที่สามก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป 

ส่วนตัวจำไม่ได้แล้วว่าการทะเลาะวิวาทกินเวลายาวนานแค่ไหน 
หากแต่วันหนึ่งดุ๊กก็หายไปจากเก้าอี้หลังห้องที่ตั้งอยู่ตรงประตูทางออก



หลังจากดุ๊กขาดเรียนไปไม่นาน ผมก็ถูกลากเข้าร่วมวงค์ไพบูลย์ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องนี้จนได้

ในมุมมอง ณ ตอนนี้ การต่อยตีอาจดูเป็นความงี่เง่า ไร้สาระ แต่สำหรับเด็กหนุ่มผู้แบกความเชื่อในเรื่องศักดิ์ศรีเอาไว้ การวิวาท มีนัยยะไปถึงการแสดงออกในความรักที่มีต่อผองเพื่อนเลยทีเดียว 

ผมมีปัญหากับเพื่อนในห้องอีกสองคนที่ย้ายเข้ามาเรียนพร้อมดุ๊ก ทั้งสามนอกจากจะเป็นนักเรียนใหม่เหมือนกัน ยังเป็นเพื่อนสนิทท่ี่บ้านอยู่ในระแวกใกล้เคียงกันอีก 

ต้นสายหนีไม่พ้นความบ้องตื้นที่สมองเล็กๆ อันน้อยนิดในวัยนั้นไม่สามารถพินิจ พิจารณาได้ กลับแค่เพื่อนในกลุ่มมาบอกว่าโดนรังแก ผมก็ตัดสินปัญหาด้วยการใช้กำลัง 

ขณะที่เรื่องเก่ายังไม่ทันหายระอุ เรื่องใหม่ก็ไปจุดไฟให้ปะทุขึ้นมาอีก 

คราวนี้เรื่องราวเลยเถิดไปไกล ถึงขนาดที่เด็กเกเรทั้งโรงเรียน 
ยกพวกตีกับแก๊งเด็กไอซ์สเก็ตและเพื่อนของดุ๊กเกือบทั้งหมู่บ้าน 



ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับดุ๊กเริ่มต้นจากจุดนั้น

-o-

ผมเข้าเรียนมหา’ลัยก่อนดุ๊กหนึ่งปี ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเราคุยกันว่าจะเริ่มเรียนพร้อมกัน 

เราทั้งคู่ไม่ได้เรียนมัธยมฯ ปลายเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ดุ๊กตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน ส่วนผมไม่ทันไรก็ก่อเรื่องขึ้นอีก จากที่ต้องถูกพักการเรียน ผมดันเลือกโบกมือลาระบบการศึกษา เพียงเพราะเข้ากับครูหลายๆ คนไม่ได้ 

เช่นเคย ผมจำไม่ได้หรอกว่าเราเริ่มสนิทกันตอนไหน เท่าที่พอจะนึกออก ช่วงสอง-สามปีหลังจากเกิดเรื่อง ผมเจอดุ๊กบ่อยครั้งในผับที่ไปประจำ แรกเริ่มเราอาจเขม้นกันตามประสาคนไม่ชอบหน้ากันมาก่อน แต่พอเจอกันบ่อยๆ เข้า หน้าที่เคยบึ้งตึงก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง เนื่องจากไม่รู้ว่าจะทนเมื่อยหน้านั่งเก๊กใส่กันอยู่ทำไม 

ยิ่งพอได้ชนแก้วกันครั้ง, สองครั้ง พัฒนาการความสัมพันธ์ก็ขยับมาเป็นนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน 
เคยแยกย้ายกันตอนตีสาม ก็เขยิบเวลามาเป็นฟ้าสางแทน

วันดี คืนดี ขณะที่นั่งดื่มกันอยู่หน้าผับ จนหันไปเห็นนักเรียนรอรถไปโรงเรียน 
ดุ๊กก็บอกผมว่า… เราน่าจะเริ่มต้นเรียนมหา’ลัยกันสักที 

-o- 

ในมหา’ลัย แม้จะเรียนกันคนละชั้นปี แต่เราก็ยังนั่งดื่มด้วยกันเสมอ-นั่นคือภาคชีวิตในยามราตรี 

ถึงเวลาเรียน แม้เราจะเกเรบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ ทว่าคะแนนเฉลี่ยกลับไม่เคยต่ำกว่าสองปลายๆ บางปีถ้าไม่ยืนยัดอยู่ที่สามต้นๆ ก็มีแตะๆ ไปถึงสามกว่าๆ เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ยึดติดกับตัวเลข จนถึงขั้นหยิบยกเอามาคุยอวด ผมว่าบางที ผมและดุ๊กสนุกกับชีวิตที่สร้างแต่ความเดือดร้อนให้คนรอบข้างมามากพอแล้ว เมื่อมีโอกาสแก้ตัว จึงอยากพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่า ในความรับผิดชอบเล็กๆ ที่ต้องถืออยู่ เราก็สามารถประคับประคองมันให้ผ่านไปได้ด้วยดี 

ดุ๊กเรียนจบภายในสามปีครึ่ง และเราทั้งคู่ก็ไม่เคยเดินเตะฝุ่นหางานเลย 
ผมเริ่มงานด้วยการเป็นคนทำหนังสือพิมพ์ ส่วนดุ๊กก็เข้ามาทำนิตยสารรถยนต์ตามที่ใจรัก

-o-

เป็นที่รู้กันในกลุ่มเพื่อนว่าถ้าใครมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรถ ทั้งปัญหาแท้ๆ อย่างเรื่องรถพัง หรือปัญหาเทียมๆ อย่างหาอะไหล่แต่งรถไม่ได้ ลองได้บอกดุ๊กคำเดียว ซ่อมได้หรือไม่ได้ ดุ๊กก็จะไปถึงที่หมายเป็นคนแรก รู้หรือไม่รู้ที่ขายอะไหล่ ดุ๊กก็ไปหาข้อมูลหรือหาของชิ้นนั้นมา (ขาย-โดยแอบฟันกำไรเล็กๆ) ให้เพื่อนได้อยู่ดี

นอกจากปัญหาเรื่องรถยนต์ ดุ๊กก็ขึ้นชื่อในเรื่อง ‘น้ำใจ’ (ไม่นับเรื่องฟันกำไรค่าอะไหล่) 

อกหักรักคุด ถูกเด็กแว้นตีหัว หอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากบ้าน กระทั่งโดนจับเมาแล้วขับ เหล่านี้คือปัญหาที่เพื่อนๆ นำมาให้ดุ๊กอยู่ไม่ขาด และถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ดุ๊กไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเพื่อนๆ เลยสักครั้ง

อย่างกรณีของผม เคยขับรถชนท้ายรถบรรทุกตอนตีสี่ สภาพในตอนนั้นโทรฯ หาที่บ้านก็ไม่ติด โบกรถเรียกแท็กซี่ไปโรงพยาบาลก็ไม่มีคันไหนจอดรับ ครั้น, โทรฯ หาดุ๊กคำเดียว แม้จะยังไม่สร่างเมาดุ๊กก็ขับรถมาจากบ้าน และอยู่รอจนหมอเย็บแผลกว่ายี่สิบเข็มจนเสร็จ 

ผิดกัน ตอนดุ๊กมีเรื่อง คืนนั้นผมเห็นข่าวในทีวีกลับไม่ได้สนใจ กระทั่งอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ตอนบ่ายๆ ถึงได้รู้ว่า “หลานผบ.ทบ. ที่โดนแก็งวัยรุ่นยิง” คือดุ๊ก 

ผมโทรฯ หาดุ๊กในทันที ก่อนปลายสายจะตอบกลับมาว่าไม่เป็นอะไร ขนาดโดนรุมอย่างนั้น แถมยังถูกบุกยิ่งจนรถทะลุ และเพื่อนที่นั่งมาด้วยต้องเข้าโรงพยาบาล ดุ๊กยังรีบตัดบท พร้อมกับวางสายไป เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเป็นห่วง!

นั่นยังแค่ปัญหาทางกาย ที่เจ็บไม่นานเดี๋ยวก็หาย 

ล่าสุดดุ๊กเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมาเกือบสิบปี และด้วยความที่อยู่ห่างบ้าน ห่างเมือง ผมจึงเป็นคนท้ายๆ ที่รู้ข่าว พอโทรฯ ไปหา ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก ดุ๊กก็รีบบอกว่าปัญหาของดุ๊กนั้นเรื่องเล็ก ผมที่อยู่ทางนี้ลำบากกว่า… 

นาทีนั้น ผมอยากจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อตอบแทนความห่วงใยของเพื่อน 
แต่ในใจกลับเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยประโยคใดๆ ออกมา 

ผมแสร้งทำเป็นคุยเรื่องตลกโปกฮาที่เราชอบอำกันบ่อยๆ ภายนอกอาจจะหัวเราะกันเหมือนหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่ภายในแล้ว ผมรู้ว่าเราทั้งสองไม่ได้อยากจะหัวเราะเลย 

-o- 

ดุ๊กพิมพ์ข้อความถามมาว่าเมื่อไรจะกลับ? 
ไม่ทันได้พิมพ์ตอบ ดุ๊กก็พิมพ์คำ ‘เหงา’ ส่งมาอีกหนึ่งคำ 

คนอย่างดุ๊ก ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ไม่มีทางเอ่ยปาก-ผมรู้ดีในจุดนั้น แต่จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อความตั้งใจที่พกติดตัวมา ยังลงมือทำได้ไม่ถึงครึ่ง จะว่าเห็นแก่ตัวก็คงไม่ผิดนัก ที่ร้ายไปกว่า เป็นอีกครั้งที่ผมปล่อยทิ้งให้ความเหงาของดุ๊กลอยคว้าง 

ครั้งนี้ ผมไม่กล้าพอที่จะแสร้งทำเป็นตลกเหมือนคราวก่อน อย่างดีที่สุด ผมได้แค่เพียงนั่งมองคำเหงาของดุ๊กผ่านหน้าจอ พร้อมกับบอกตัวเองในใจว่าให้เพื่อนรอก่อน 

แต่… ในฐานะที่ถนัดในการใช้ตัวหนังสือสื่อสาร 
ผมจึงลงมือเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา ด้วยหวังว่าบทความจะถูกส่งถึงเพื่อนของผมสักวัน

edit @ 15 Feb 2010 16:26:20 by kitt

Comment

Comment:

Tweet

อ่านแล้วน้ำตาคลอเลยค่ะ

ขอให้ข้อความนี้ถึงเพื่อนโดยเร็ว
เพื่อนแบบนี้แค่คนเดียวก็เกินพอค่ะ..big smile

#9 By Kiss The Rain on 2010-02-19 12:43

เชื่อว่า ถ้า เกลอ ดุ๊ก ได้อ่าน

คงหายเหงาทันทีเลย big smile

#8 By St'Maya Maraya on 2010-02-18 19:09


เพื่อนแท้ ไม่เจอกันนานแค่ไหน ก็ต่อกันติด

#7 By riddler on 2010-02-17 16:43

you are best friendHot! Hot!

#6 By September on 2010-02-16 07:21

เป็นเพื่อนที่ยอดมากเลย ครับcry big smile

#5 By ไส้ติ่ง on 2010-02-15 22:10

ถ้าคุณดุ๊กได้มาอ่านตัวหนังสืออุ่นๆในนี้
คงหายเหงาเลยหละค่ะ
ขอให้เค้าได้อ่านจริงๆนะ big smile

#4 By VanillaRain* on 2010-02-15 20:23

ขอให้ส่งถึงกันbig smile big smile

#3 By Meowzilla Zilla on 2010-02-15 18:03

ขอให้ข้อเขียนนี้ไปถึงเพื่อน...

#2 By wesong on 2010-02-15 17:18

เป็นเรื่องของ สหายที่สื่อถึงสหาย ^^

ปล.ขอเอาบทความ มายเกลอ"ดุ๊ก"นี้ลงทวิตเตอร์นะคะ อยากช่วยเป็นสื่อส่งสารให้ คุณดุ๊กอีกทาง ^^

#1 By freeda on 2010-02-15 16:39