ไอ เลิฟ ซิดนีย์ : 2010

posted on 01 Feb 2010 21:54 by kittchah
แฮปปี้ ฟักกิ้ง นิว เยียร์ 
นั่นคือ… คำอวยพรแรกที่ผมได้รับก่อนเริ่มต้นปีสองพันสิบ

ด้วยความตื้นเขินทางภาษา พอได้ยินคำ ‘ฟักกิ้ง’ 
ผมก็ตีความคำดังกล่าวออกมาในความหมายไปทางหยาบคายเอาไว่้ก่อน

“ขอให้มีความสุขในปีใหม่ที่เฮงซวยนี้เถอะ” 
ถึงจะพยายามถอดความอย่างนุ่มนวล ผมว่าก็ยังเป็นคำอวยพรที่ฟังไม่เสนาะหูอยู่ดี 

*** 

ในวันปกติ หากต้องทำงานในคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ ผมมักจะเลี่ยงกลับบ้านในเวลาสอง-สามนาฬิกา ไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อย งานร้านอาหารที่ต้องยืนล้างจานเป็นร้อยๆ ใบ ถึงเวลาก็อยากจะรีบกลับบ้าน อาบน้ำ นอนดูหนัง ไม่ก็นั่งอ่านหนังสือ แต่จะให้ทำอย่างไร ในเม่ือเวลาเลิกงานดันเป็นตอนห้าทุ่ม กว่าจะกินข้าว จิบเบียร์ พอได้เวลามองนาฬิกา เข็มสั้นก็เขยิบมาอยู่กึ่งกลางระหว่างเลขหนึ่งกับเลขสองพอดี

ทีแรกก็ไม่ติดใจ นั่งรถเมล์กลับบ้านเป็นเรื่องปกติ หากแต่พอผ่านป้ายรถที่อยู่ในย่านผับบาร์เท่านั้น ไม่รู้ฝรั่งขี้เมาแห่กันมาจากไหน ขึ้นมาถึงก็เอะอะโวยวาย บ้างก็หยอกล้อเล่นกันดังลั่นรถ ที่ร้ายไปกว่า หากบังเอิญมีคนเอเชียที่ดูท่าทางติ๋มๆ นั่งสงบเสงี่ยมอยู่เพียงลำพัง ความน่าจะเป็นค่อนข้างสูงที่คนๆ นั้นจะถูกล้อเลียนหรือไม่ก็ถึงขนาดถูกด่าทอกันเลยทีเดียว 

ไม่ใช่แค่ครั้ง สองครัั้งที่ผมพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ แม้จะไม่ถึงขั้นที่ด่าว่ากันรุนแรง 
แต่ผมก็เคยเจอฝรั่งขี้เมาเอามือตบกระจกป้ายรถเมล์ ขณะที่ผมนั่งเอาหัวพิงอยู่

เจ็บแล้วจำ เป็นบทเรียนที่ยังคงหยิบยกมาใช้ได้ในหลายๆ สถานการณ์ ผมเลิกนั่งรถเมล์ในช่วงยามดังกล่าว เป็นไปได้เสร็จงานผมตรงดิ่งกลับบ้าน อาจจะแวะกินข้าวบ้าง ก็ไม่เคยเกินเวลาหนึ่งนาฬิกา แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องสังสรรค์จริงๆ (และดูเหมือนผมจะมีเหตุผลอ้างกับตัวเองว่าจำเป็นเสมอ) ผมเลือกใช้บริการแท็กซี่ ซึ่งการใช้ชีวิตในต่างแดน การนั่งแท็กซี่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เอาการ 

แต่ละอาทิตย์ ผมจึงหมดค่าแท็กซี่ในราคาที่สามารถซื้อตัวรถเมล์ใช้ได้ตลอดหนึ่ง-สองสัปดาห์ 

*** 

ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายที่ผมได้หยุดงานในวันส่งท้ายปี 

ในวันนั้นเฉพาะค่าแรงกับค่าทิป ถ้าผมทำงานเต็มวันก็เท่ากับว่าผมมีเงินนั่งแท็กซี่เล่นๆ โดยไม่ต้องเสียเวลามาโอดครวญให้เปลืองอารมณ์ แต่เมือผมเลือกทำงานให้มีพอค่าใช้จ่ายนิดๆ หน่อยๆ (นั่นหมายถึงค่าเบียร์และค่าแท็กซี่ในแต่ละอาทิตย์) พอมีโอกาสได้หยุดงานเมื่อไหร่ ผมย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป 

ก็เหมือนกับหลายๆ คน วันส่งท้ายปีทั้งที ให้นอนดูหนัง นั่งอ่านหนังสืออยู่ในบ้าน ก็อาจจะคลาดประสบการณ์ดีๆ ที่ไม่เคยผ่านพบมาก่อน ยิ่งเป็นวันส่งท้ายปีครั้งแรกในต่างแดนด้วยแล้ว ยิ่งสมควรออกมาเดินเตร็ดเตร่ ดูผู้ ดูคน และดูเมืองสักหน่อย

และวันนั้น ผมก็ได้รู้ว่าฝูงชนในเมืองซิดนีย์ได้กลายเป็นคนป่าไปตามๆ กัน 

***

ซิดนีย์ ถือเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของโลกที่จะได้เคาท์ดาวน์ก่อนใครๆ และอะไรๆ ที่จะได้ทำก่อนคนอื่น ย่อมถูกมองเป็นเรื่องน่ายินดีเสมอ แม้คนทำตามทีหลังจะไม่ได้คิดอะไร แต่คนแรกก็มักจะหลงตน คิดว่าตัวเองเดิร์นกว่า ดีกว่า ต้องทำออกมาให้สมราคากับความเป็นคนแรกเอาไว้ก่อน

จึงไม่แปลก หากรัฐบาลของซิดนีย์จะทุ่มงบกว่าร้อยยี่สิบล้านบาทไทย 
เพื่อดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นมาแล้วก็หายไป!

แน่นอน ความทรงจำในความสวยงามอาจยังติดค้างอยู่ในใจ 
ทว่าความประทับใจในวันส่งท้ายปี ขึ้นอยู่กับแค่ดอกไม้ไฟเพียงเท่านั้น? 

ผมแทบจะคุมสติไม่อยู่ตลอดทางเดินไปสะพานซิดนีย์ ฮารเ์บอร์ ตรงโอเปร่า เฮาส์ หลายต่อหลายครั้งอยากจะหันหลังกลับ กล้องที่พกติดมือมาก็ถูกพับเก็บ โดยปราศจากอารมณ์อยากหยิบยกขึ้นมากดชัตเตอร์แต่ประการใด 

นอกจากเสียงโห่ร้องไม่ต่างไปจากคนป่าที่เคยดูในหนัง ทั่วทั้งถนนยังเต็มไปด้วยฝูงชนขี้เมา บางคนก็แต่งตัวประหลาดๆ กระโดดโลดเต้นไปมา แบบนั้นคงดูเป็นสีสัน สร้างความแปลกตาได้ดี ถ้าเขาไม่พยายามดึงดูดความสนใจ ด้วยการเอาที่เป่าเสียงดังเป่าใส่หูคนเดินผ่านไปมา 

อีกทั้งขี้เมาหลายๆ คนยังเที่ยวปาขวดเบียร์ลงตามพื้นถนน วัยรุ่นบางกลุ่มก็ทะเลาะตีกัน ทั้งๆ ที่มีตำรวจยืนดูอยู่ไม่ไกล ยังไม่นับกลุ่มคนที่นิยมเคาะถัง เคาะกระป๋อง พร้อมกับตะโกนอย่างไร้สติ ส่วนที่เห็นดีๆ หน่อย ก็มีคนที่นั่งดูดกัญชาตามริมฟุตปาธ และบางคู่ที่ยืนลวงควักกันตรงข้างเสาไฟ

ความอดทนของผมมาถึงคราวขาดสะบั้น เมื่อเด็กหนุ่มตาสีฟ้าตะคอกคำ “แฮปปี้ ฟักกิ้ง นิว เยียร์” ใส่หน้าในระยะไม่ถึงห้านิ้ว แม้จะรู้จากเพื่อนที่หลังว่าคำนั้นหมายความว่า “ขอให้มีความสุขในปีใหม่นะโว้ย” แต่ในอารมณ์ดังกล่าว ต่อให้อวยพรคำหวานปานใด การตะคอกใส่หน้าคนอื่น ย่อมไม่ใช่วิธีที่ดีแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อผมยิ้มรับคำอวยพรนั้นมาแล้ว 
แถมผมยังเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซิดนีย์ตลอดปีสองพันสิบอีก 

หนทางออก ผมคงต้องปรับตัวและเรียนรู้ที่จะอยู่ในบ้านป่าเมืองเถื่อนนี้ให้เป็น

Comment

Comment:

Tweet

ไหนๆ ก็ได้รับคำอวยพรมาแล้ว

หวังว่าตอนนี้คุณคงมีความสุขดีนะคะ

Happy Happy ค่ะbig smile

#8 By St'Maya Maraya on 2010-02-04 00:13

ปรับตัว และปล่อยวางครับ ต่างที่ต่างวัฒนธรรมแบบนั้น

อย่าว่าแต่เมืองใหญอย่างซิดนีย์เลยครับ บ้านนอกเข้ากรุง คนไทยเหมือนกันก็เป็น

ผมเคยเจอ
ว้าว สรุปว่าซิดนีย์ป่าเถื่อน
แต่เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับกรุงเทพฯตอนนี้เท่าไหร่เลย

ฮ่า

ปล. แต่เราชอบคำว่า แฮปปี้ฟักกิ้งนิวเยียร์นะ big smile

#6 By VanillaRain* on 2010-02-02 19:52

เป็นกำลังใจให้ครับbig smile
สู้ๆ

#5 By dp on 2010-02-02 18:48

เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเฮงซวยอย่างมีความสุขครับ
ผมว่าท้าทายดีนะ
confused smile
สู้ ๆ


^ ^)V

#3 By caffeineaddict on 2010-02-01 23:37

เมาแล้วมั่วมึนเถื่อน แบบนี้ที่ไหนก็คงมี

#2 By wesong on 2010-02-01 22:19

อะไรมักจะผสมระหว่างดีและไม่ดี เราเลือกไม่ได้ แต่ปรับตัวได้big smile

#1 By Meowzilla Zilla on 2010-02-01 21:59