หลังจากเดินวนไปมารอบบ้านอยู่สาม-สี่รอบ อยู่ๆ ก็นึกอยากสารภาพบาปขึ้นมา!

'บาป' ที่จะสารภาพในที่นี้ คือการกระทำแย่ๆ ที่เคยก่อไว้ในวัยเยาว์ แน่นอน, ต้องเป็นการกระทำที่ไม่เคยบอกใครมาก่อน ถึงจะเรียกว่าเป็นการสารภาพบาปได้ ส่วนสาเหตุผลที่นึกอยากสารภาพบาปขึ้นมา คงตรงเก็บเอาไปเฉลยตอนท้าย ส่วนตอนต้นขอลงมือพิมพ์บาปแรกก่อน เพราะรู้สึกคันไม้คันมือยิบๆ

บาปที่หนึ่ง-อยู่ในช่วงวัยกำลังซนและรู้สึกดีกับการทรมาณสัตว์เป็นนิจ จำได้ว่าสัตว์ตัวแรกๆ ที่ไล่จับอยู่บริเวณสนามหญ้าข้างบ้าน ซึ่งในสมัยนั้นเพียงแค่แกว่งขาไปบนยอดหญ้าก็จะมีตั๊กแตนตัวเล็กกระโดดย้ายถิ่นพักพิงกว่าห้า-หกตัว พอมันกระโดดเราก็รู้ทันทีว่ามันย้ายไปเกาะอยู่บนผิวหญ้าต้นไหน เมื่อนั้นก็ได้เวลาตามไปตะครุบจับมาเก็บไว้ในขวดพลาสติก

คงไม่ต้องพูดถึงอิสรภาพของตั๊กแตนผู้โชคร้ายตัวนั้นๆ เพราะขวดพลาสติกคือที่อยู่สุดท้ายของมัน...

บาปที่สอง-ยังคงเป็นเรื่องทารุณกรรมสัตว์เหมือนเดิม คราวนี้เป็นสัตว์ใหญ่ขึ้นมาหน่อย ผู้โชคร้ายคือเหมียวตัวน้อยข้างบ้านคุณตา จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นบ้านของตาอยู่แถวไหน แต่ที่รู้หลังบ้านจะมีคลองสายเล็กๆ ไหลผ่าน และจุดนั้น คือจุดที่ผมโยนเจ้าเหมียวลงไป!

อาจเพราะกำลังโยนของเด็กวัยสี่-ห้าขวบยังไม่มากพอ จึงเป็นเคราะห์ดีของเจ้าเหมียวตัวน้อยที่ทำให้มันสามารถเกาะอยู่บนขอบไม้ริมฝั่งได้ ถึงจะไม่จมลงแต่เหมียวก็ไม่อาจปีนขึ้นมา บทมันร้องดังเข้า เดือดร้อนป้าข้างบ้านต้องออกมาดู เมื่อนั้นผมก็อันตรธานตัวเองไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้...

บาปที่สาม-ครั้งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมต้องนอนกลางวันเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ ทว่าช่วงเวลานี้ถือเป็นช่วงแฮปปี้ไทม์สำหรับผมกับเพื่อนอีกสอง-สามคน เพราะทันทีที่เราเล่นแกล้งหลับให้คุณครูตายใจแล้ว คุณครูสาวก็จะออกไปเม้าท์กับคุณครูข้างห้องหรือไม่ก็ออกไปไหนต่อไหน ซึ่งกว่าคุณครูจะกลับมาก็กินเวลาไปกว่าชั่วโมง

ในเมื่อเพื่อนๆ หลายๆ คนหลับกันหมด ผมและเพื่อนอีกสองสามคนก็จะลุกเดินสำรวจรอบห้อง อาจจะเปิดกระโปรงเพื่อนสาวบ้าง อาจจะขโมยขนมในกระเป๋ากินบ้าง หรือที่แย่ไปกว่าอาจจะหยิบเหรียญพลาสติกที่เพื่อนแลกไว้ซื้อขนมเข้ากระเป๋าของตัวเอง...

บาปที่สี่-ตอนนั้นอยู่โรงเรียนประจำและกำลังคลั่งผีถ้วยแก้วเอามากๆ ตอนกลางคืนพวกรุ่นพี่จะปลุกมาเล่นผีถ้วยแก้วจนเราเชื่อฝังหัวว่ามีผีอยู่เต็มโรงเรียน หนักเข้าจากที่เคยระบาดในกลุ่มเพื่อนนักเรียนอยู่ประจำ ก็เริ่มลามไปถึงนักเรียนที่ต้องเดินทางไปกลับ ผมเป็นคนแรกที่เขียนกระดาษไปสอดไว้ใต้โต๊ะเพื่อนนักเรียนหญิงคนหนึ่ง โดยเนื้อความในกระดาษบอกว่าเธอถูกผีถ้วยแก้วเข้าสิง!

จากนั้นไม่นานเธอก็ถูกเพื่อนทั้งห้องล้อว่าเป็น 'เด็กผี' เธอร้องไห้ จนไม่ยอมมาโรงเรียนทำให้ผู้ปกครองต้องมาฟ้องคุณครูใหญ่ถึงโรงเรียน แน่นอน, ผมไม่มีทางบอกว่าพบเป็นคนเขียนกระดาษแผ่นนั้น...

บาปที่ห้า-เข้าสู่วัยประถมฯ ตอนปลาย ความอยากรู้อยากเห็นกำลังพุ่งพล่าน นอกจากจะชอบยุให้เพื่อนเล่นเปิดประโปรงสาวๆ แล้ว เรายังตั้งกลุ่มแอบดู ก.ก.น คุณครูภาษาอังกฤษอีกต่างหาก (เป็นวิชาที่คุณครูสาวและสวยที่สุด)

ตอนนั้นโต๊ะของคุณครูเป็นโต๊ะสมัยเก่าที่ไม่มีอะไรปิดกั้นตรงด้านหน้า เวลาสอนเสร็จและสั่งแบบฝึกหัดให้ทำ คุณครูจะกลับไปนั่งเขียนอะไรขยุกขยิกอยู่บนโต๊ะ และการที่สมาธิจดจ่ออยู่กับอะไรๆ บนโต๊ะก็ทำให้คุณครูเผอเรอนั่งไม่ระวังทุกที นั่นเองเป็นเวลาที่ผมและเพื่อนส่งซิกกันเป็นทอดๆ พอหมดคาบเรียนเราก็จะมาถามกันว่า "เห็นมั้ยๆ" "สีอะไรๆ"

พักหลังยิ่งไปกันใหญ่ เมื่อครูหนุ่มที่สอนวิชา ส.ป.ช แสร้งทำเป็นเดินเข้ามานั่งคุยกับพวกเราในวิชาภาษาอังกฤษ ปากของครูหนุ่มก็พร่ำพูดไปเรื่อย ทั้งๆ ที่สายตาจับจ้องอยู่ที่ใต้โต๊ะของคุณครูสาว

...

เอาเป็นว่าขอจบเรื่องความชั่วร้ายในวัยเยาว์เอาไว้แค่นี้ดีกว่า เพราะดูเหมือนยิ่งเขียน บาปแต่ละสถานการณ์ยิ่งไม่น่าอ่านขึ้นทุกที ครั้นในสารภาพทั้งหมดคงต้องพิมพ์ออกมาหนาเท่าตำราหนึ่งเล่มเลยทีเดียว

ส่วนที่ติดไว้ข้างต้นว่าจะเฉลยสาเหตุว่าอยู่ดีๆ ลุกขึ้นมาเขียนสารภาพบาปทำไม?

ประเด็นแรกผมรู้สึกว่าคนเราเวลาทำผิดอะไร หากไม่มีใครรู้ใครเห็นก็มักจะปกปิดเก็บเอาไว้เป็นความลับ ซึ่งบางคนอาจจะเลือกปิดปากหุบสนิท ขณะที่อีกบางคนอาจโยนความผิดให้คนอื่นก็เป็นได้

ผมว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติสามัญที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา เห็นได้ว่าการโยนความผิดหรือการปกปิดความผิดเป็นความลับ ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กหรือคนชรา ผู้เห็นการกระทำนั้นๆ มักจะมองเป็นเรื่องขำๆ เป็นเรื่องน่ารักๆ ที่เกิดจากความไร้เดียงสาและความกลัวเกิดกว่าเหตุ

ตัวอย่าง คุณยายของเพื่อนเที่ชอบแอบเอาของไปซ่อนไปซุกเก็บไว้พอลูกหลายค้นเจอใต้เตียงของคุณยาย ท่านก็ปฏิเสธข้างๆ คูๆ (อย่างอายๆ) ว่าไม่รู้มันมาอยู่ใต้เตียงได้ยังไง-น่ารักดีใช่ไหมครับเวลาคนแก่ที่บ้านมีอาการอย่างนี้ หรือในสถานการณ์ที่หลานๆ ตัวน้อยทำความผิด อาทิ ทำซอสมะเขื่อเทศตกแตก แล้วโยนความผิดให้หมาแมวในบ้าน ทั้งๆ ที่เสื้อตัวเองก็เลอะซอสอยู่ ^^

เหตุการณ์เหล่านี้ แม้จะเป็นมุมมองเพียงด้านเดียว แต่ถ้าจะมองให้น่ารักก็น่ารัก จะมองให้น่ากลัวก็น่ากลัว

สำหรับคนแก่ คนในบ้านต้องรู้ให้ได้ว่าท่านปกปิดเราเพราะอะไร บางทีเราอาจจะห่วงท่านมากไป คอยห้ามนู้นห้ามนี่ตลอด จนเวลาท่านทำอะไรก็พานกลัวว่าเราจะไม่ให้ทำไม่ให้เอาของไปใช้ ท่านจึงต้องแอบทำ แอบเอาของไปซุกเก็บไว้

ส่วนเด็กเป็นเพราะเราดุเขามากไปหรือเปล่า? บางทีเราอาจจะไม่ตั้งใจ เราอาจจะคิดว่าไม่ได้ดุหรือใช้คำรุนแรง แต่อย่าลืมเด็กสามารถแยกแยะน้ำเสียงของอารมณ์ออกทันทีที่เราเอ่ยคำแรกขึ้นมาด้วยซ้ำ พอทำอะไรผิดเขาก็กลัวและไม่กล้าที่จะยอมรับความผิด เรื่องพวกนี้ถ้าเราไม่ใส่ใจ ย่อมส่งผลเมื่อเขาโตขึ้นมาอย่างแน่นอน เราคงไม่ยากมีผู้ใหญ่ที่ทำผิดแล้วไม่รู้จักยอมรับความผิดเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

ประเด็นต่อมา ผมว่าการที่คนเราจะกล้าสารภาพความผิดได้นั้น ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรกว่าความรู้สึกผิดจะตกตะกอน บางครั้งกว่าที่เราจะ 'กล้าพอ' ก็อาจสายเกินไป

อย่างกรณีของผมที่ทำให้เพื่อนสาวถูกเพื่อนล้อว่าผีเข้าสิง พอเทอมต่อมา ผมก็พบว่าเธอได้ย้ายโรงเรียนไปเสียแล้ว ผมไม่มีทางรู้ว่าหลังจากนั้นสภาพจิตใจของเธอจะเป็นอย่างไร ในวัยเด็กผมอาจไม่คิดอะไรมาก แต่มาถึงตอนนี้ มีความเป็นไปได้ที่ผมได้ทำลายชีวิตของคนๆ หนึ่งเข้าเสียแล้ว ถึงจะหวังว่าเธอคงลืมความทรงจำร้ายๆ ได้สักวัน ทว่าการที่เธอจะลืมหรือไม่ลืม ไม่ใช่เรื่องที่ผมควรเก็บมาคิด ผมไม่ควรทำอย่างนั้นตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อลงมือทำไปแล้ว อย่างน้อยๆ ผมก็น่าจะเอ่ยปากขอโทษในสิ่งที่ทำด้วยตัวเอง ทั้งต่อหน้าเธอและเพื่อนคนอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะคิดได้ในตอนนี้ ผมก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรๆ ได้ ทางที่ดีผมไม่ควรก่อความรู้สึกผิดเพิ่มเติมให้มันทับทมของเก่าให้จมลงไปอีก ถ้าหากพลั้งพลาดยังไงผมยังมีโอกาสที่จะยืดอกยอมรับความผิดในทันที ไม่ใช่เก็บเอาไว้จนเมื่อถึงตอนแก่ก็กลับมาเขียนสารภาพบาปในบล็อคเหมือนเดิม!   

Photobucket

 

 

 

 


 

edit @ 14 Dec 2009 23:24:26 by kitt

Comment

Comment:

Tweet

บาปที่ 4 หนักสุดเพราะเราไปสร้างปมให้ชีวิตคนหนึ่งโดยที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์

เรื่องมันผ่านมาแล้วถึงมันจะไม่ผ่านไป

แต่จากเรื่องนี้มันก็ทำให้เป็นปมสำหรับเราเหมือนกัน

จากเรื่องนี้มันบอกเราได้ว่า โทษจากการไม่ระวังการกระทำ ความคิดหรือคำพูด

มันจะส่งผลไม่แค่กับคนที่เราทำเท่านั้น เราก็ด้วยที่ได้รับโทษนั้นจนถึงทุกวันนี้

ผมก็มีเยอะครับเรื่องแบบนี้

ปมหลายเรื่องที่เกิดจากการกรรมของเราที่ไปกระทำกับคนอื่น

เราแก้อะไรไม่ได้แต่เลือกที่จะไม่ทำและแก้ไขชีวิตเราไม่ให้ไปทำร้ายใครอีกได้

การสำนึกและการอภัยให้ตัวเองเป็นเรื่องสำคัญครับ

ฮ่าๆ..พิมพ์ไปพิมพ์มาพูดเรื่องตัวเองเฉยเลย

#16 By k_i on 2009-12-24 00:07

อ่านแล้ว เหมือนเรื่องของตัวเอง เลย

ฮ่าๆๆๆๆ question

ผมเคยจับ กบตัวเล็กๆ ใส่กระเป๋ากางเกง

แล้วลืมเอาออก จนมันแห้งตายในกางเกง อ่ะ

แม่เห็นก็ ด่าไปชุดใหญ่เลย

อิๆ

#15 By ไส้ติ่ง on 2009-12-21 12:22

มันเยอะเกินกว่าผมจะสารภาพไป

#14 By juney on 2009-12-20 10:38

สารภาพบาป..

มากกมายครับ ถ้าจะนึกเรื่อง 'บาป' ๆ ในวัยเยาว์
ประเด็นก็คือว่า ตอนนั้นอาจจะยังแยกแยะดี-ชั่วได้ไม่ดีพอ

ดีครับ ถ้าทำผิดแล้วรับผิด
ทำบาปแล้วรับบาป

แต่เห็นด้วยกับคนเขียน
ในช่วงอายุที่แยกแยะดีชั่วได้แล้ว
อย่าทำบาปเพิ่มเติม จนต้องปกปิดใ้ห้รู้สึกบาปในใจ
หรือ..สารภาพไม่ทั่วไม่ทัน

big smile
บาปเพราะรู้เท่าไม่ถึงกาล

ใครหน่อไม่เคยทำบาป
big smile

#12 By bentie~ on 2009-12-16 22:21

คนเราเวลาทำอะไรผิด โดยสัญชาตญาณหรืออะไรก็แล้วแต่ จะโทษอย่างอื่นเสมอ แต่ไม่มองที่ตัวเอง อย่างรถเสียเราก็ไปโทษให้ความซวย แต่เราไม่ได้มองที่ตัวเราเองว่าเราไม่เคยเช็คสภาพรถเลย

#11 By Frankie8 on 2009-12-16 17:33

เราเห็นด้วยนะ บาปเล็กๆ ตอนเด็กๆเนี่ย
จะมองให้น่ารัก มันก้อน่ารัก
จะมองว่าน่ากลัว ก้อน่ากลัว
แต่บาปที่น่ากลัวและยอมรับได้ค่อนข้างยากกว่านั้น
คือบาปตอนเป็นผู้ใหญ่เนี่ยแหละ
ผู้ใหญ่หลายๆคน ถึงเลือกที่จะปกปิดมันอยู่นั่น

หึหึ

ปล. ชอบรูปค่ะ

#10 By VanillaRain* on 2009-12-15 15:09

จับได้แล้วว่าคนไหนที่แอบเปิดกระโปร่ง ฉันตอนเด็กๆsad smile

#9 By freeda on 2009-12-15 12:03

นี่ขนาดน้องเหมียวที่ชอบๆ ยังจับโยนลงน้ำได้เลย
ไม่ต้องไปซื้อมาเลี้ยงเลยนะน้องเหมียวอ่ะ
จะมีเวลาดูแลมันหรือเปล่าก็ไม่รู้...tongue

#8 By imamwa on 2009-12-15 11:01

พาร์ทไม่อยากนอนกลางวันตอนอนุบาลนี่จะเป็นกันทุกคน
เด็ก ๆ อนุบาลรร.ที่ทำงานอยู่ก็เหมือนกันค่ะ ,
แต่จะเรียบร้อยหน่อยเพราะครูเฝ้าอยู่ตลอดๆ


big smile

#7 By caffeineaddict on 2009-12-15 09:56

ตอนเด็ก ๆ เป็นวัยที่ยังไม่รู้ว่าชีวิต และความเป็นความตายคืออะไร

#6 By เจ้าชายน้อย on 2009-12-15 07:43

วาทะ แห่งบาป
แอบเม้นท์เข้าโครงการหนังเล็กน้อย

ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ครับ

#5 By on 2009-12-15 01:34

ตอนเด็กๆ ทุกคนก็เล่นอะไรมาคล้ายๆกันละมัง เพราะอ่านๆดูผมก็เคยทำทั้งนั้น

รู้สึกไปเองว่าการกระทำที่ไม่ถูกปรุงแต่งจากคติของสังคมสมัยเด็กๆ นี่ทั้งซื่อบริสุทธิ์ และ มืด บริสุทธิ์ในเวลาเดียวกันsad smile

#4 By Annu on 2009-12-14 23:28

อดีตแก้ไขไม่ได้ ทำปัจจุบันให้ดีกว่าเก่าbig smile

#3 By Meowzilla Zilla on 2009-12-14 23:28

ตอนนั้น เราคงยังไม่ได้คิดอะไรมาก
แต่ตอนนี้เมื่อคิดได้
ระลึกได้
ก็อย่าทำอีกเป็นดีที่สุดค่ะ

#2 By Naphathara on 2009-12-14 23:24

ดาร์คไซด์ วัยเยาว์

#1 By wesong on 2009-12-14 23:16