บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยอคติส่วนตัวของผู้เขียน
ตลอดเดือนที่ผ่านมา จวบจนที่ผมนั่งพิมพ์บทความชิ้นนี้อยู่ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดในชีวิตการทำงานของผม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น นอกจากจะด้วยความประมาทส่วนตัว ก็ยังหมายร่วมไปถึงปัจจัยอื่นอีกที่ผมไม่อาจควบคุม
แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถควบคุม ‘ทุกสิ่ง’ ให้เป็นไปตามประสงค์ แต่กับ ‘บางสิ่ง’ ที่ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิด ก็ดันเกิดขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน ชนิดที่ผมไม่อาจตั้งตัวต้านทานรับได้ทัน
***
ด้วยอาชีพ ผมต้องติดต่อบุคคลต่างๆ เพื่อขอสัมภาษณ์ลงในนิตยสาร ก่อนจะนำข้อความเสียงที่ได้มาพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นผมถึงเรียบเรียงความคำเสียใหม่ เพื่อให้ตรงกับประเด็นที่ต้องการสื่อสารมากที่สุด โดยรวมๆ กระบวนการทำงานในแต่ละเดือนของผมก็เป็นไปในทิศทางดังกล่าว
ซึ่งปัญหาหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการติดต่อบุคคลต่างๆ เสียมากกว่า เพราะบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ มักเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง การขอเวลาครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเพื่อมานั่งพูดคุย จึงเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก
ครั้น เมื่อได้เวลานัดหมายที่ตรงกันระหว่างผม (ผู้สัมภาษณ์) กับบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ แต่ช่างภาพที่ต้องตามไปถ่ายภาพประกอบดันติดงาน ก็มีอันต้องขอเลื่อนวันและเวลาออกไปอีก ซึ่งหนทางแก้ไข ก็ต้องให้ช่างภาพตามไปถ่ายรูปในวันหลัง ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องถ่ายรูปผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง...
...และผมมักจะเลือกทางออกด้วยวิธีหลัง
ดังนั้นการออกไปสัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง 3 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผมคือ กล้องถ่ายรูป, เครื่องบันทึกเสียง และสมุดบันทึกพร้อมปากกา ซึ่งทุกอย่างที่เอ่ยมาจะถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าใบเดียวกัน
โดยล่าสุดกระเป๋าใบนั้นของผมได้หายไป
อันที่จริงถ้าจะเรียกว่าโดนขโมยไปคงจะชัดกว่า เนื่องด้วยคราวแรก ผมนึกว่าผมเผลอลืมกระเป๋าเอาไว้ที่ไหน แต่เมื่อมั่นอกมั่นใจว่าความจำไม่เลอะเลือน เหตุที่จะทำให้กระเป๋าของผมหายไปได้ มีทางเดียวคือใครก็ไม่รู้มาหยิบไป
สัตย์จริง ผมขอบอกด้วยความไม่ดัดจริตว่า ผมไม่ได้ให้ความสำคัญไปที่มูลค่าของทรัพย์สิ้นที่หายไปเสียเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญกับผมมากกว่าคือข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่อยู่ในกล้อง, ข้อความที่อยู่ในเครื่องบันทึกเสียง รวมไปถึงข้อมูลที่อยู่ในสมุดบันทึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความจำเป็นต่อหน้าที่การงานของผมมาก ยิ่งงานนิตยสารที่เคร่งครัดเรื่องเวลาในการส่งต้นฉบับด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมเป็นห่วงถึงปัญหาที่จะเกิดตามมาพอสมควร
ยอมรับเลยครับ ว่าอารมณ์แรกที่รู้ว่าของเหล่านั้นอันตรธานไปจากตัว ผมถึงขนาดกรนด่าความมักง่ายของตัวเองที่ปล่อยให้สิ่งสำคัญกับวิชาชีพไปตกอยู่ในมือของคนอื่น ขณะเดียวกัน ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานั้น ผมก็ต้องเรียก ‘สติ’ กลับคืนมาให้เร็วที่สุด
เมื่อพอจะรู้เรื่องรู้ราว ผมก็ติดต่อไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยหวังว่าอาจจะตามหาสิ่งของของผมเจอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้น ‘สถานีตำรวจ’
ใครจะรู้ว่า ‘สถานีตำรวจ’ สถานที่ที่เราประชาชนเชื่อว่าจะเป็นที่พึ่งได้ดีที่สุดยามเกิดปัญหา กลับเป็นที่ที่บั่นทอนจิตใจของผมมากที่สุดในช่วงเวลานั้น
คำตอบแรกที่ผมได้รับ เมื่อเดินเข้าไปแจ้งความ (หลังจากปล่อยให้นั่งรอเกือบ 10 นาที) คือ “พื้นที่ที่ของคุณหายไม่อยู่ในความรับผิดชอบของสน.นี้”
ตำรวจไล่ผมให้ไปแจ้งความอีกสถานีหนึ่ง!เรื่องแรกยังไม่เท่าไร เพราะเป็นความผิด (โง่) ของผมเองที่ไม่รู้ว่าต้องไปแจ้งความที่สถานีไหน
แต่เมื่อมาถึงสถานีที่สอง ตำรวจที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะรับแจ้งความ ก็ไล่ผมไปหาตำรวจอีกคนที่อยู่ในห้องด้านหลัง ซึ่งเมื่อผมบอกว่าของหาย คำแรกที่ตำรวจคนนั้นพูดคือ
“ของหายก็ซื้อใหม่สิ” ก่อนที่ตำรวจทั้งห้องจะหัวเราะร่วมกัน!!
หลังจากที่ตำรวจคนนั้นเห็นสีหน้าผม เขาก็บอกทันทีว่า “พูดเล่นๆ” พร้อมกับถามผมต่อถึงมูลค่าของของที่หายไป “สามหมื่นกว่าบาท” ผมตอบโดยที่ไม่คิดว่าจะได้ยินตำรวจคนเดิมพูดกลับมาว่า
“ของหายสามหมื่นทำหน้ายังกับหายเป็นล้าน”
***
ณ ปัจจุบัน แม้ผมจะง่วนอยู่กับการหาทางออกเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ซึ่งหนทางแก้ไขก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ยากจนเกินตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาและกวนใจผม คือการที่ผมไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าการกระทำของตำรวจทั้งหมดในสถานีนั้น กำลังบ่งบอกสถานภาพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในบ้านเมืองของเราอยู่หรือเปล่า?
หรือผมต้องพิสูจน์ด้วยการไปเป็นโจร เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับตำรวจไทยให้มากขึ้นไปกว่าเดิม
* ภาพประกอบจากสารคดี
edit @ 7 Jun 2008 20:25:37 by kitt