กระบองเพชรเดียวดาย

posted on 30 Jun 2008 22:10 by kittchah

วันหนึ่งที่กระบองเพชรยืนเดียวดาย

รอบข้างเคียงกายปราศจากใครสักคน

กระบองเพชรเพียงรอ การมาเยือนของสายฝน

เท่านั้น กระบองเพชรเพียงรอ

 

 

  

 

ความเดียวดายยาวนานเสมอ

กระบองเพชรยังยืนอยู่เพียงลำพัง....

 

 

   

 

แต่แล้วในเช้าวันหนึ่ง

ฝนโปรย เท ลงมาอย่างไม่ขาดสาย

รอยยิ้มที่ห่างหาย เกิดกับกระบองเพชร....ขึ้นอีกครั้ง

 

 

   

 

หลังฝนลาร้าง กระบองเพชรน้อยโผล่ผุด... 

 

 

  

 

 

ตอนนี้ กระบองเพชร ไม่ได้ยืนอยู่เพียงลำพัง

อีกต่อไป         

edit @ 30 Jun 2008 22:14:43 by kitt

เม็ดฝนทิ้งช่วงห่างหาย หลังจากตกสาดโปรยปรายอยู่นานร่วม 2 ชั่วโมง

สำหรับศิรัช เวลา 2 ชั่วโมงที่ต้องติดกักอยู่ในอาคาร เพียงพอให้เขาหยิบนวนิยายเล่มบางขึ้นมาละเลียดอ่าน แต่กับหลายคนผู้รายล้อมรอบข้าง ดูเหมือนจะมีอาการไม่ค่อยพอใจในการมาเยือนของเม็ดฝน ยิ่งกับบางคนถึงขนาดต้องสบถด่า ว่าฟ้าว่าฝนกันเลยทีเดียว ศิรัชคิดว่า ตัวเขาไม่สามารถทำความเข้าใจบุคคลเหล่านี้ พอๆ กับที่เขาไม่มีวันเข้าใจพ่อของเขาเอง

***               

“ถ้าแกคิดจะเอาดีทางด้านดนตรี ก็ไม่ต้องมาพูดกัน” คำพ่อก้องอยู่ในหัว ระหว่างที่ศิรัชเปิดเครื่อง iPod เพื่อหวังให้มันทำหน้าที่บดบังถ้อยคำกรนด่าของผู้คน  “U Band Battle Project I” เป็นอัลบั้มที่เขากดฟัง

โดยก่อนเพลงจะเริ่มต้นทำนอง ศิรัชย้อนนึกไปถึงที่มาที่ไปของตัวอัลบั้ม ซึ่งมาจากโครงการ One-2-call! U Band Battle’07 ที่ให้นิสิต นักศึกษาผู้สนใจทางด้านดนตรี ส่งเพลงที่แต่งด้วยตัวเองเข้าประกวด  ศิรัชเคยเป็นหนึ่งในจำนวนนักศึกษาดังกล่าว หากพ่อของเขาไม่ทราบเรื่องการประกวด จนทำให้เขาหมดโอกาสร่วมวงกับเพื่อนๆ ไปเสียก่อน  

ส่วนในเรื่องของการประกวด ก็จะมีการคัดเลือก 8 วงดนตรี จากทั้งหมด 120 วงมาทำอัลบั้มจริงกับ 8 โปรดิวเซอร์อย่าง โต้ง Save da last piece, บอย-ตรัย ภูมิรัตน, กั้ง-กรู๊ฟไรเดอร์ส, โตน-โซฟา, ปั้ม-อพาร์ทเม้นท์คุณป้า, วิศน/สถาปัตย์-โมโนโทน,  Lullaby และ พีท-บริสโซนิคไม่อาจปฏิเสธว่าก่อนหน้า ศิรัชตั้งความหวังไว้สูงในการเข้าประกวดโครงการนี้ เพราะตลอดระยะเวลากว่า 3 ปี เขากับเพื่อนๆ ได้แต่เฝ้ารอจังหวะและโอกาสที่จะมีงานเพลงเป็นของตัวเอง

เมื่อโครงการ One-2-call! U Band Battle’07 ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเขาและสมาชิกในวงทั้งหมด เขาจึงเชื่อว่าโอกาสได้ก้าวมาถึงแล้ว ใครจะคิดว่า พ่อของเขาเอง คือผู้ที่พรากโอกาสนั้นไป

ต่อให้ทำใจยอมรับสาเหตุที่ผู้เป็นพ่อไม่อยากให้เล่นดนตรี ถึงกระนั้นการที่เขาไม่เคยบกพร่องในเรื่องการเรียน จนสามารถเอนท์ฯ ติดคณะและสถาบันเดียวกันกับที่พ่อเขาเคยเรียนได้สำเร็จ ก็น่าจะเป็นเหตุผลเพียงพอให้พ่อเห็นถึงความตั้งใจและความเคารพที่เขามีต่อพ่อได้เป็นอย่างดี

แต่ดูเหมือน 3 ปีที่ศิรัชไม่มีความสุขในรั้วมหาวิทยาลัย จะไม่ทำให้พ่อของเขาเห็นดีเห็นงามในเรื่องของการเล่นดนตรีไปด้วยเลยศิรัชตัดใจขอออกจากวงที่เขาร่วมปลุกปั้นมา พร้อมกับยกเครดิตเพลงที่ตัวเองแต่งให้กับเพื่อนๆ ในวง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวก่อนที่ศิรัชจะรู้ว่าเพื่อนร่วมวงของเขาตัดสินใจไม่เข้าประกวดในโครงการด้วยเช่นกัน ส่วนเหตุผลก็เพราะ ทุกคนรอการกลับมาของหัวหน้าวงและนักร้องนำอย่างศิรัช

***

เขากดเพลง อีกครั้ง ของวง Dormant ซึ่งเป็นเพลงที่เขาเปิดฟังมากรอบที่สุด อาจเพราะด้วยความโดดเด่นของเสียงกลองและเบสที่เป็นตัวนำ บวกกับบางช่วงที่ปล่อยให้คีย์บอร์ดและกีตาร์บรรเลงเดียว ทำให้ดนตรีถูกผสมเป็นจังหวะป็อปร็อคอ่อนๆ จุดสำคัญยิ่งกว่า คงเป็นทางด้านเนื้อหาที่พูดถึงชีวิตที่ผ่านมาของคนๆ หนึ่ง อันเต็มไปด้วยความผิดหวังและอยากจะขอโอกาสกลับไปแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดมา ศิรัชรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีต แต่อย่างน้อย บทเพลงก็ช่วยทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาของเขาได้ดีมาถึงเพลง

รักคือความเท่าเทียม ของ Over me วงชนะเลิศการประกวด ที่มาพร้อมดนตรีฟังค์ร็อค ประกอบกับเมโลดี้สไตล์ R& B ส่งให้ตัวเพลงฟังเพลิน อารมณ์ชวนสนุก โดยเฉพาะการดีไซน์คำร้องของนักร้องที่นำเสนอแบบยี่ยวน ยิ่งทำให้เพลงมีเสน่ห์แปลกแปร่ง ชักนำให้คนฟังขยับความคิดและต้องเคาะนิ้วตาม   ศิรัชเผลออมยิ้มให้กับความช่างคิด รวมไปถึงความกล้าในการนำเสนอของวง Over me

สำหรับเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงร็อคที่ศิรัชฟังไม่ถนัด เพราะเขาไม่ใช่คนเจนจัดในท่วงทำนองหนักๆ แต่การเติมโตอีกขั้นของบรรดาเพื่อนรวมรุ่นวัยเดียวกัน ก็ทำให้เขาเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ทั้ง 8 วงที่มาจากหลากสถาบันคงจะมีผลงานและมุมมองทางดนตรี ออกมากระทบหูคนฟังอีกอย่างแน่นอนหากให้เปรียบเทียบกับตัวเขา

อย่างน้อยๆ แต่ละวงก็มีความฝันที่ชัดเจน   

***

เมื่อเม็ดฝนเริ่มเบาบาง ศิรัชก้าวเดินออกจากตัวอาคาร พร้อมกับครุ่นคิดว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิต ซึ่งในขณะที่สติกำลังกระเจิงกระจาย ศิรัชไม่ทันสังเกตว่าตรงโต๊ะม้าหินสีขาวหน้าตึกนั้น มีผู้หญิงชื่อสาวิกานั่งรอเขาอยู่...

 

edit @ 23 Jun 2008 19:28:23 by kitt

edit @ 23 Jun 2008 19:30:00 by kitt

edit @ 23 Jun 2008 19:46:07 by kitt

พอกันที...ตำรวจไทย

posted on 07 Jun 2008 19:59 by kittchah  in article

บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นด้วยอคติส่วนตัวของผู้เขียน 

ตลอดเดือนที่ผ่านมา จวบจนที่ผมนั่งพิมพ์บทความชิ้นนี้อยู่ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดในชีวิตการทำงานของผม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น นอกจากจะด้วยความประมาทส่วนตัว ก็ยังหมายร่วมไปถึงปัจจัยอื่นอีกที่ผมไม่อาจควบคุม                

แน่นอนว่า ไม่มีใครสามารถควบคุม ทุกสิ่งให้เป็นไปตามประสงค์ แต่กับ บางสิ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าจะเกิด ก็ดันเกิดขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน ชนิดที่ผมไม่อาจตั้งตัวต้านทานรับได้ทัน                

 ***

ด้วยอาชีพ ผมต้องติดต่อบุคคลต่างๆ เพื่อขอสัมภาษณ์ลงในนิตยสาร ก่อนจะนำข้อความเสียงที่ได้มาพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ จากนั้นผมถึงเรียบเรียงความคำเสียใหม่ เพื่อให้ตรงกับประเด็นที่ต้องการสื่อสารมากที่สุด โดยรวมๆ กระบวนการทำงานในแต่ละเดือนของผมก็เป็นไปในทิศทางดังกล่าว

ซึ่งปัญหาหลักๆ ก็จะเป็นเรื่องการติดต่อบุคคลต่างๆ เสียมากกว่า เพราะบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่ มักเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง การขอเวลาครั้งละ 1-2 ชั่วโมงเพื่อมานั่งพูดคุย จึงเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก

ครั้น เมื่อได้เวลานัดหมายที่ตรงกันระหว่างผม (ผู้สัมภาษณ์) กับบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์ แต่ช่างภาพที่ต้องตามไปถ่ายภาพประกอบดันติดงาน ก็มีอันต้องขอเลื่อนวันและเวลาออกไปอีก ซึ่งหนทางแก้ไข ก็ต้องให้ช่างภาพตามไปถ่ายรูปในวันหลัง ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องถ่ายรูปผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง...

...และผมมักจะเลือกทางออกด้วยวิธีหลัง

ดังนั้นการออกไปสัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง 3 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับผมคือ กล้องถ่ายรูป, เครื่องบันทึกเสียง และสมุดบันทึกพร้อมปากกา ซึ่งทุกอย่างที่เอ่ยมาจะถูกบรรจุอยู่ในกระเป๋าใบเดียวกัน

โดยล่าสุดกระเป๋าใบนั้นของผมได้หายไป

อันที่จริงถ้าจะเรียกว่าโดนขโมยไปคงจะชัดกว่า เนื่องด้วยคราวแรก ผมนึกว่าผมเผลอลืมกระเป๋าเอาไว้ที่ไหน แต่เมื่อมั่นอกมั่นใจว่าความจำไม่เลอะเลือน เหตุที่จะทำให้กระเป๋าของผมหายไปได้ มีทางเดียวคือใครก็ไม่รู้มาหยิบไป

สัตย์จริง ผมขอบอกด้วยความไม่ดัดจริตว่า ผมไม่ได้ให้ความสำคัญไปที่มูลค่าของทรัพย์สิ้นที่หายไปเสียเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญกับผมมากกว่าคือข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพที่อยู่ในกล้อง, ข้อความที่อยู่ในเครื่องบันทึกเสียง รวมไปถึงข้อมูลที่อยู่ในสมุดบันทึก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความจำเป็นต่อหน้าที่การงานของผมมาก ยิ่งงานนิตยสารที่เคร่งครัดเรื่องเวลาในการส่งต้นฉบับด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ผมเป็นห่วงถึงปัญหาที่จะเกิดตามมาพอสมควร

ยอมรับเลยครับ ว่าอารมณ์แรกที่รู้ว่าของเหล่านั้นอันตรธานไปจากตัว ผมถึงขนาดกรนด่าความมักง่ายของตัวเองที่ปล่อยให้สิ่งสำคัญกับวิชาชีพไปตกอยู่ในมือของคนอื่น ขณะเดียวกัน ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานั้น ผมก็ต้องเรียก สติกลับคืนมาให้เร็วที่สุด  

เมื่อพอจะรู้เรื่องรู้ราว ผมก็ติดต่อไปยังสถานที่ต่างๆ ด้วยหวังว่าอาจจะตามหาสิ่งของของผมเจอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้น สถานีตำรวจ                 

 ใครจะรู้ว่า สถานีตำรวจสถานที่ที่เราประชาชนเชื่อว่าจะเป็นที่พึ่งได้ดีที่สุดยามเกิดปัญหา กลับเป็นที่ที่บั่นทอนจิตใจของผมมากที่สุดในช่วงเวลานั้น 

คำตอบแรกที่ผมได้รับ เมื่อเดินเข้าไปแจ้งความ (หลังจากปล่อยให้นั่งรอเกือบ 10 นาที) คือ พื้นที่ที่ของคุณหายไม่อยู่ในความรับผิดชอบของสน.นี้

ตำรวจไล่ผมให้ไปแจ้งความอีกสถานีหนึ่ง!เรื่องแรกยังไม่เท่าไร เพราะเป็นความผิด (โง่) ของผมเองที่ไม่รู้ว่าต้องไปแจ้งความที่สถานีไหน

แต่เมื่อมาถึงสถานีที่สอง ตำรวจที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะรับแจ้งความ ก็ไล่ผมไปหาตำรวจอีกคนที่อยู่ในห้องด้านหลัง ซึ่งเมื่อผมบอกว่าของหาย คำแรกที่ตำรวจคนนั้นพูดคือ

ของหายก็ซื้อใหม่สิ ก่อนที่ตำรวจทั้งห้องจะหัวเราะร่วมกัน!!

หลังจากที่ตำรวจคนนั้นเห็นสีหน้าผม เขาก็บอกทันทีว่า พูดเล่นๆ พร้อมกับถามผมต่อถึงมูลค่าของของที่หายไป สามหมื่นกว่าบาทผมตอบโดยที่ไม่คิดว่าจะได้ยินตำรวจคนเดิมพูดกลับมาว่า

ของหายสามหมื่นทำหน้ายังกับหายเป็นล้าน 

***

ณ ปัจจุบัน  แม้ผมจะง่วนอยู่กับการหาทางออกเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ซึ่งหนทางแก้ไขก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัญหาที่ยากจนเกินตัว แต่สิ่งหนึ่งที่ค้างคาและกวนใจผม คือการที่ผมไม่สามารถหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าการกระทำของตำรวจทั้งหมดในสถานีนั้น กำลังบ่งบอกสถานภาพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในบ้านเมืองของเราอยู่หรือเปล่า?

หรือผมต้องพิสูจน์ด้วยการไปเป็นโจร เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับตำรวจไทยให้มากขึ้นไปกว่าเดิม       

 

* ภาพประกอบจากสารคดี

edit @ 7 Jun 2008 20:25:37 by kitt